Champion Researcher | ‘ข้ามศาสตร์ทำให้รู้ว่าไม่มีอะไรเป็นเรื่องบังเอิญ’ คุยกับ รศ.ดร.บัณฑิต ลิ้มมีโชคชัย

เมื่อความเชี่ยวชาญที่มีไม่ต่างกับเม็ดทราย  คุยกับ รศ. ดร.บัณฑิต ในวันที่ผู้คนตระหนักว่าอาศัยในผืนฟ้าเดียวกัน

“ถ้าคนเรามีนิ้วเดียวคงควบคุมอะไรไม่ได้ มีสองนิ้วก็ไม่ต่างกับหุ่นยนต์ ถึงเป็นเหตุผลให้มือข้างหนึ่งมี 5 นิ้ว แถมยังไม่เท่ากันอีก เพราะมีหน้าที่และภาระรับผิดชอบต่างกัน การทำวิจัยก็เหมือนกันเลย เราไม่สามารถยืนอยู่ด้วยศาสตร์เดียวได้อีกแล้ว”

หากเรานึกถึงนักวิจัยมือฉมัง ภาพของบุคคลที่เชี่ยวชาญในด้านใดด้านหนึ่งคงปรากฏขึ้นมาเป็นลำดับต้น ๆ ด้วยเหตุที่ผลงานเป็นที่ประจักษ์ อีกทั้งต่อยอดไปสู่ตำแหน่งทางวิชาการที่เติบโตขึ้นตามลำดับ 

แล้วเหตุใดข้อคิดเห็นของ รองศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต ลิ้มมีโชคชัย หนึ่งในนักวิจัยของหน่วยวิจัยด้านพลังงานที่ยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้าง แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถึงได้ต่างออกไป โครงการ TU SDG Research จึงถือโอกาสไปพูดคุยในประเด็นนี้กัน


เมื่อตระหนักว่าสิ่งที่รู้ไม่ต่างกับเม็ดทราย

“ผู้นำที่จะเป็นแชมป์ ไม่ได้เก่งด้วยความเป็นปัจเจก เขาจะสำเร็จต่อเมื่อสร้างทีม และสามารถบูรณาการความรู้ได้” แนวคิดที่ตกตะกอนหลังคร่ำหวอดในวงการวิจัยมาอย่างยาวนาน ของอาจารย์บัณฑิต กลายมาเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้เขาตระหนักว่าจะก้าวเดินไปข้างหน้าแบบเดิมไม่ได้แล้ว

ย้อนกลับไปยังภูมิหลังที่สำเร็จการศึกษาวิศวกรรมเครื่องกล จึงเข้าใจการทำงานของโรงไฟฟ้า และหลักการทำงานของเครื่องยนต์สันดาปภายในเป็นอย่างดี นั่นคือเรื่องราว 20 ปีก่อน ครั้งเริ่มศึกษาเรื่องการลดก๊าซเรือนกระจกจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ในปัจจุบันกลายมาเป็นประเด็นวิจัยของเขา ซึ่งสอดรับกับเป้าหมายที่ 3 ของ SDGs ที่ต้องการสร้างหลักประกันสวัสดิภาพสำหรับทุกคนในทุกวัย อาจารย์บัณฑิต ถึงเริ่มใส่เครื่องหมายคำถาม ให้กับการเพิกเฉยต่อควันจากโรงไฟฟ้า พร้อมอ้างเหตุว่าชั้นบรรยากาศนี้กว้างขวางเกินกว่าที่จะได้รับผลกระทบ

รู้สึกเอ๊ะ แล้วจะอ๋อ ได้ยังไงกัน? ด้วยวิชาชีพที่กึ่งบังคับให้ต่อยอดความรู้จากสิ่งที่สนใจ อาจารย์บัณฑิต จึงเลือกศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์พลังงานและการวางแผน นั่นถึงทำให้มุมมองต่อการวิจัยขยายกว้างขึ้น พ่วงโอกาสเปิดประสบการณ์ผ่านความร่วมมือกับองค์กรทั้งในไทย และนานาชาติ 

“ระบบที่เราเชี่ยวชาญมันเล็กมาก ทำให้อีโก้หายไปเลย ความรู้ของเรามันแค่เม็ดทรายเอง”


อย่างที่เราทราบกันดีว่า ปัญหาก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทย ร้อยละ 70 เป็นผลมาจากระบบพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้า อาคาร บ้านเรือน รถยนต์ ซึ่งเกิดการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่เป็นเหตุของภาวะโลกร้อน และยังมีอีกร้อยละ 20% มาจากภาคการเกษตร ทั้งปลูกข้าว ทำไร่ มูลสัตว์ เป็นต้น

ดังนั้นการทำวิจัยด้านนี้ หากมุ่งเน้นตามความเชี่ยวชาญเดิมที่มี คงไม่สามารถแก้ไขปัญหาตามความคาดหวังได้ “เราต้องหาองค์ความรู้จากนักวิทยาศาสตร์ ที่เขาศึกษาชั้นบรรยากาศ ธารน้ำแข็ง น้ำในทะเล ชายฝั่ง ป่าไม้”

“ทั้งหมดมันเป็นการเชื่อมโยงของรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ ความรู้เราคนเดียวไม่พอ ถึงจะต่อยอดเป็นนโยบายที่ประยุกต์ใช้ได้จริง ไม่ใช่ควบคุมแบบสะเปะสะปะ”

แต่จะมีเพียงความปรารถนาอย่างเดียวคงไม่ได้ หากไม่อาศัยการวางแผนที่เป็นระบบ โดยเฉพาะในการวิจัยข้ามศาสตร์ ที่ ‘เวลา’ ถือเป็นค่าเสียโอกาสที่หลายครั้งประเมินค่าไม่ได้เลย


ไม่มีเรื่องบังเอิญหากคาดหวังความสำเร็จ

ไม่นานมานี้ SDG Updates ได้เล่าถึง ‘รายงานการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Report) ประจำปี 2566’ ที่ชี้ภาพรวมสถานการณ์ SDGs ระดับโลก ที่ว่าผ่านมาครึ่งทางของการขับเคลื่อนแล้ว ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายใดได้เลย แถมในประเทศกำลังพัฒนาและประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ยังขาดแคลนเงินทุนสนับสนุนการขับเคลื่อน SDGs 

ผลของรายงานเช่นนี้ ดูจะเป็นสัญญาณเตือนที่น่าสนใจ สอดคล้องกับปัญหาในแวดวงนักวิจัย ที่ อาจารย์บัณฑิต มองว่ายังมีความล่าช้าในการวิเคราะห์เชิงนโยบาย เปรียบเทียบก็ไม่ต่างกับการขาด ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ (soft power) ในทางการค้า ที่ไม่สามารถสร้างได้เพียงชั่วข้ามคืน 

“เราหิวโหย อยากได้ soft power แต่เราไม่เคยลงทุนวางแผน ข้ามศาสตร์ทำให้ผมมองออกว่า ต้องวางแผนแต่เนิ่น ๆ ไม่มีอะไรที่บังเอิญ ถ้าอยากสัมฤทธิผลแก้ปัญหาให้ยั่งยืน เราควรรู้เวลาเริ่มต้นที่เหมาะสม อย่างเรื่องสังคมคาร์บอนต่ำ เห็นชัดว่าการตัดสินใจโดยไม่ได้มองอนาคต ทำให้หลายปัญหาแก้ไม่ได้”


ในฐานะอาจารย์สายวิศวกรรมศาสตร์ เขายกตัวอย่างคำถามอย่างน่าสนใจ ว่า ‘ถ้ารถคันหนึ่งใช้ 5-6 ปี แล้วเรารู้แล้วว่าเทรนด์กำลังเปลี่ยนไปสู่รถไฟฟ้า วันนี้เราจะซื้อรถใหม่เลย ที่บริษัทเสนอโปรโมชันลดราคา 50% รถเครื่องยนต์สันดาปภายในหรือไม่?’ 

คำตอบของแต่ละคนอาจต่างออกไปด้วยเงื่อนไขที่ต่างกัน อย่างไรก็ดีหากยึดโยงกับความรู้ข้ามศาสตร์แล้ว “ยังไงก็ไม่ซื้อ เพราะเราต้องกังวลว่าเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป จะมีผลกระทบอะไร มีความรู้เรื่องเครื่องจักรกลอย่างเดียวไม่พอ ต้องดูกระแสโลก”

“การข้ามศาสตร์จะช่วยให้สามารถบูรณาการ แก้จุดอ่อนที่เราขาด เช่นงานวิจัยเรื่องโลกร้อน เราก็จับทิศทาง green policy มาช่วยอธิบายถึงผลทางอ้อมว่าดียังไง เพราะต้นทุนอาจเท่าเดิม หรือเพิ่มขึ้น แต่ปัญหามลพิษลดลง รวมถึงเกิดการจ้างงานรูปแบบใหม่ ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่อาจารย์สายวิทย์ประเมินไม่ได้หรอก ต้องอาศัยความรู้สังคมศาสตร์”


กับดักวงการวิจัยข้ามศาสตร์ไทย

ทุกการเริ่มต้นย่อมต้องมีอุปสรรค อาจารย์บัณฑิต กล่าวติดตลกถึง ‘ข้อจำกัด’ ของการวิจัยข้ามศาสตร์ที่ยังคงต้องปาดเหงื่อฝ่าฟันกันต่อ ซึ่งปัญหาคล้ายถูกขมวดเป็นปมอยู่บนเชือกเส้นเดียวกัน

ปมแรกคือ การขาด ‘ดัชนีเกี่ยวกับความร่วมมือทางวิชาการ’ อธิบายอย่างง่าย ในการทำวิจัยแต่ละครั้งย่อมมีการตั้งตัวชี้วัดเอาไว้ ซึ่งบรรดานักวิจัยก็จำเป็นต้องตอบสนองให้ได้ครบ เพราะบ้างเกี่ยวเนื่องกับเงินทุนของการศึกษา 

แล้วเมื่อเกิดการวิจัยข้ามศาสตร์ ที่อาศัยความร่วมมือทั้งจากต่างฝ่าย ไปจนถึงต่างหน่วยงาน แต่กลับไม่มีดัชนีวัดผลร่วมกัน แล้วจะวัดผลสัมฤทธิ์กันอย่างไร ซึ่งนี่เป็นคำถามที่ต้นสังกัดของบรรดานักวิจัยล้วนมองเป็นประเด็นสำคัญ 

ปมถัดมาคือ กรอบระยะเวลาการวัดผล  “อย่างคุณเป็นซีอีโอ ไม่มีใครสนใจหรอกว่าผลลัพธ์ที่ออกมามันกระทบในอีกกี่ปีข้างหน้า เพราะอาจถูกไล่ออกตั้งแต่ปีแรกถ้าไม่มีผลงานแล้ว”

ตามที่เกริ่นมาแต่ต้น ว่าการวิจัยข้ามศาสตร์ไม่อาจเลี่ยงการทำงานเป็นทีม คล้ายการทำงานกลุ่มในช่วงชีวิตนักศึกษา ซึ่งมหาวิทยาลัยก็มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยมีคณะอาจารย์และนักศึกษาเป็นฟันเฟืองสำคัญ

จะว่าไปนี่อาจเป็นปมที่ถูกผูกเอาไว้มานานที่สุดอย่างไม่รู้ตัว เพราะเกี่ยวเนื่องกับทัศนคติในการเรียนรู้ ซึ่งส่งผลต่อแนวทางการสอน รวมถึงวิธีการรับสารของผู้เรียนทั้งสิ้น

“ปัจจุบันหลายมหาวิทยาลัยใช้หลักเกณฑ์ตีพิมพ์งานวิจัย ในการจบหลักสูตรบัณฑิตศึกษา ซึ่งทำได้ยากมากในสาขาสังคมศาสตร์และข้ามศาสตร์ อย่างเรียน ปริญญาโท 2 ปี แค่เรียนตามหลักสูตรก็หมดเวลาละ จะมาวิเคราะห์อะไรต่อทำยากมาก แถมแต่ละคณะก็มีดัชนีของตัวเอง อย่างนักศึกษาคณะสายวิทย์จะไปเรียนวิชาคณะสายศิลป์ เขาจะมองก่อนเลยว่าเงินลงทะเบียนจะไปเข้ากระเป๋าใคร” 

ไล่เรียงมาถึงตอนนี้ไม่ใช่เพื่อให้ท้อใจ หรือมองว่าเป็นไปไม่ได้ “การศึกษาและวิจัยข้ามศาสตร์อาจเป็นเรื่องยากของการบริหาร แต่มุมกลับมันคือความท้าทายของผู้บริหารไม่ใช่หรือ” อาจารย์บัณฑิต ตั้งคำถาม

“ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก” ดูเป็นสุภาษิตโบราณที่ไม่เข้ากับความเป็นนักวิจัยมือฉมัง แต่ อาจารย์บัณฑิตชี้ว่านี่คือกลยุทธ์ที่จะทำให้การวิจัยข้ามศาสตร์ประสบความสำเร็จ ซึ่งต้องเริ่มต้นจากการปลูกฝังแนวความคิดในการเรียนรู้ตั้งแต่เริ่มต้น


การสร้างชุมชนนักวิจัยสำคัญเพียงใด?

รู้ทั้งรู้ว่าพื้นฐานของความรู้แต่ละศาสตร์ ให้มุมมองต่อสิ่งหนึ่งต่างกันไป แต่ก็ใช่ว่าคน ๆ หนึ่งจะทำความเข้าใจได้เองในทุกประเด็น อย่างที่ อาจารย์บัณฑิต ย้ำว่า ‘ไม่ใช่ใครจะลับมีดเล่มใหม่ได้ทันที’ จำเป็นต้องเข้าใจภูมิหลังของตนเอง ว่าสามารถต่อยอดความเชี่ยวชาญในประเด็นใด 

“อนาคตคนทำวิจัยเขาต้องเปลี่ยนทัศนคติ ว่าเราต้องทำงานเป็นทีม ไม่สามารถอยู่ในห้องแล็บ ขันนอต ตอกตะปู เปิดวาล์ว คนเดียวได้อีกแล้ว” 

“ถ้าคนอื่นรู้เดี๋ยวไม่มาหาเรา” คือกรอบความคิดตั้งต้นที่ต้องเปิดประตูก้าวข้ามไปให้ได้ เป็นที่มาให้หลายประเทศอย่างญี่ปุ่น เยอรมนี ลงทุนในระบบการโค้ช (coaching) ด้วยการติดตามประเมินผล เพื่อให้นักวิจัยไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น โดยหากพบความผิดปกติก็จะหาสาเหตุป้องกันการเกิดซ้ำ  

“เหมือนเราเอาเด็กมาโยนลงสระ คนไหนว่ายได้ก็บอกเก่งมาก ใครว่ายไม่ได้ ก็แค่ให้ไปฝึกใหม่” นี่นับเป็นทิศทางที่องค์กรของไทย ต้องปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับ และเติบโตไปพร้อมนักวิจัยรุ่นใหม่

นี่ถึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ของการรวมกลุ่ม ‘Champion Researcher’ ที่ต้องการให้เกิดชุมชนนักวิจัยในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ที่เน้นการทำงานวิจัยแบบข้ามศาสตร์ข้ามความรู้ เพื่อเชื่อมโยงว่างานวิจัย แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ สุดท้ายสื่อสารสู่ภายนอก 

หากมาถึงตอนนี้แล้ว ใครยังมีข้อสงสัยถึงความสำคัญของการวิจัยข้ามศาสตร์ในโลกอนาคตอยู่ อาจารย์บัณฑิต เชื่อว่า เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนลำดับสุดท้ายน่าจะช่วยคลายความสงสัยนี้ได้

SDG17 Partnerships for the goals ที่มุ่งยกระดับหุ้นส่วนความร่วมมือระดับโลก โดยเฉพาะความร่วมมือหลายภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

“ยั่งยืนคงไม่ได้หมายถึงตลอดกาล แต่เมื่อศึกษาถึงระดับหนึ่งแล้ว สังคมสามารถเอาองค์ความรู้ไปพัฒนาต่อยอด ถ้าจะหายไประหว่างทางทั้งที่ยังไม่ถูกใช้ คงเป็นเรื่องเสียเวลา” อาจารย์บัณฑิต กล่าวทิ้งท้าย

“Champion Researcher” เป็นคอลัมน์สัมภาษณ์ที่ชวนนักวิจัยบอกเล่าประสบการณ์ สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงานวิจัยข้ามศาสตร์ข้ามความรู้ และข้อแนะนำสำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ที่สนใจหรืออยากทำงานวิจัยในลักษณะทำนองเดียวกัน

● อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง 
ความพยายามลดโลกร้อนของไทยเป็นอย่างไร ส่องแนวทางการลดก๊าซเรือนกระจก ตามหมุดหมายของ ‘ความตกลงปารีส’
การผลิตไฟฟ้าจากขยะในประเทศไทย มีเทคโนโลยีและแหล่งของเสียใดบ้างที่เกี่ยวข้อง และนำไปสู่การลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์อย่างไร 
TU SDG Seminars | เจาะลึกการขับเคลื่อนด้าน ‘การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ’ ผ่านงานวิจัย ตามบริบทประเทศไทย – ชวนหาคำตอบจากบทสรุปการสัมมนาการวิจัยด้านสุขภาพและสุขภาวะที่ดีของคนทุกช่วงวัย  

แพรวพรรณ ศิริเลิศ – พิสูจน์อักษร
พิมพ์นารา อินต๊ะประเสริฐ – บรรณาธิการ
วิจย์ณี เสนเเดง – ภาพประกอบ

  • TU SDG Research Team

    โครงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านวิจัยแบบบูรณาการระดับแนวหน้าของโลก เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

Related

Scroll to Top