Champion Researcher | เมื่อชุมชนมีของยาใจ แต่ไม่พอยาไส้ อนุรักษ์แบบไหนจึงตอบโจทย์

เมื่อกล่าวถึง ‘นักวิทยาศาสตร์’ เราคงมีภาพจำถึงบุคคลที่ทำงานอยู่ในห้องแล็บ สวมชุดสีขาว ขะมักเขม้นอยู่กับการทดลอง หรืองานวิจัยที่ตัวเองกำลังค้นคว้า แต่นักวิทยาศาสตร์ที่เรากำลังได้คุย เธอกับมีเรื่องราวและประสบการณ์ที่แตกต่างออกไป

เธอเรียนจบปริญญาตรีสาขาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนกระโดดข้ามศาสตร์ไปเรียนสาขาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก

เธอเป็นหนึ่งในกลุ่มนักวิจัยที่ทำงานวิจัยแบบข้ามศาสตร์ เรื่องราวและประสบการณ์ของเธอนั้น ทำให้เห็นการบูรณาการทำงานวิจัยร่วมกับผู้คน และชุมชนในเขตเมืองเก่าถึง 24 เมือง 

เรื่องราวต่อจากนี้เป็นประสบการณ์การทำงานวิจัยของ ผศ. ดร.วิลาวัณย์ ภมรสุวรรณ หัวหน้าสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในนักวิจัยที่ทำงานร่วมกับชุมชนมาอย่างยาวนาน และได้ตกตะกอนบทเรียนอย่างหนึ่งว่า
“หากต้องทำงานวิจัยกับชุมชน อย่าลงพื้นที่ทำกิจกรรมในวันหวยออก!”


วีรกรรมในห้องแล็บสู่การค้นพบตัวเองบนโลกกว้าง


“เราไม่ชอบทำงานกับสารเคมี สร้างวีรกรรมไว้เยอะ ทำห้องแล็บไฟไหม้ ผสมสารเคมีระเบิด รู้สึกว่าการทำงานในแล็บไม่ใช่ตัวเรา”

ผศ.ดร.วิลาวัณย์ กล่าวว่าโดยพื้นฐานเธอเป็นคนไม่ระมัดระวัง จึงรู้สึกว่าตัวเองไม่เหมาะทำงานกับสารเคมี และเมื่อย้อนเวลากลับไป 30 ปีก่อน ช่วงนั้นเทคโนโลยีดาวเทียมกำลังเป็นเรื่องใหม่ ทำให้เธอหลงใหลไปกับการเปิดดูแผนที่ เธอกล่าวว่าแผนที่เป็นเครื่องมือที่ทำให้เห็นภาพ เป็นศาสตร์ที่สามารถบอกเล่าให้ผู้คนเข้าใจได้ง่ายกว่า ผศ.ดร.วิลาวัณย์ในวันที่เรียนจบปริญญาตรีสาขาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ตัดสินใจเป็นนักศึกษาวิทยาศาสตร์คนแรก ที่มาเรียนต่อด้านการวางแผนภาคและเมือง

“เราเป็นคนชอบเดินทางและมองสิ่งที่อยู่ภายนอก”

ศาสตร์ของสถาปัตยกรรม สอนให้เธอมองสิ่งต่างๆ ในหลายมุมมอง ผสมรวมกับการเรียนวิทยาศาสตร์ทำให้ทุกสิ่งที่เธอมองนั้น ต้องมีเหตุผลรองรับความเป็นไปได้ โดย 2 ศาสตร์นี้เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ในการทำงานวิจัยหัวข้อเรื่อง ‘การจัดการสิ่งแวดล้อมกับเมือง’

“สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ ผสมรวมกับเรื่องของผังเมืองที่คือความเป็นอยู่ของผู้คน”

โดยงานวิจัยของผศ.ดร.วิลาวัณย์คือการกำหนดเขตเมืองเก่า ที่ตอนนี้ประเทศไทยมีเขตเมืองเก่าอยู่ทั้งหมด 36 เมือง ซึ่งใน 24 เมืองนั้น เป็นพื้นที่การวิจัยที่วิลาวัณย์ได้เข้าไปทำงานขับเคลื่อนร่วมกับชุมชน ซึ่งตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของ SDGs ในเป้าหมายที่ 11 การทำให้เมืองและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มีความครอบคลุม ปลอดภัย มีภูมิต้านทานและยั่งยืน และเป้าหมายที่ 12 การสร้างหลักประกันให้มีรูปแบบการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน

“หากเปรียบชุมชนเป็นนางสาวไทย หน้าที่ของเราเหมือนพี่เลี้ยงที่เข้าไปช่วยกำหนดว่าเขาควรมีแนวทางการวางตัวอย่างไร”

สิ่งสำคัญสำหรับนักวิจัยที่ต้องทำงานร่วมกับชุมชน ผศ.ดร.วิลาวัณย์กล่าวว่าคือการเข้าไปทำความเข้าใจชุมชน เข้าไปหาผู้ใหญ่บ้าน พระ บาทหลวง หรือใครก็ตามที่เป็นผู้นำในชุมชนนั้นๆ สื่อสารในสิ่งที่เราอยากจะทำด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาเข้าใจผิด คิดว่านักวิจัยจะมาทำสิ่งที่ไม่ดีในพื้นที่

“เราบอกนักศึกษาเสมอว่า แม้คุณจะศึกษาค้นคว้ามาในเชิงวิทยาศาสตร์ แต่คุณต้องสามารถบอกให้ชาวบ้านเข้าใจ เห็นภาพ และพร้อมที่จะร่วมมือ เพื่อนำสิ่งที่คุณค้นคว้ามาได้นั้น มาต่อยอดใช้งานจริง”

เพราะงานวิจัยของผศ.ดร.วิลาวัณย์ คือการเข้าไปกำหนดเขตเมืองเก่า ยกตัวอย่างเช่น เมืองเก่าอุทัยธานี เมืองเก่าภูเก็ต เมืองเก่าโคราช และเมืองเก่าระนอง เป็นต้น 

แต่ยังมีผู้คนจำนวนหนึ่งเข้าใจว่าเขตเมืองเก่า คือการแช่แข็งเมืองไม่ให้เกิดการพัฒนา ทั้งที่จริงแล้วคือแนวคิดการพัฒนาที่ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ ตั้งอยู่บนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ในการกำหนดทิศทางของเมืองนั้นๆ

เธอได้ยกตัวอย่างการทำงานของเธอให้ฟังว่า โดยส่วนใหญ่แล้วเขตเมืองเก่า คือพื้นที่เสื่อมโทรมของเมืองที่ถูกการพัฒนาทิ้งไว้ข้างหลัง กล่าวคือมีการย้ายการพัฒนาไปโซนอื่น โซนเมืองเก่าจึงถูกทิ้งร้าง คนที่อาศัยอยู่มักจะมีแค่เด็กกับคนชรา เพราะในพื้นที่ดังกล่าวไม่ได้มีงานรองรับวัยทำงาน

“ในชุมชนมีของยาใจ แต่มันไม่พอยาไส้”

คือถ้อยคำที่ ผศ.ดร.วิลาวัณย์ได้ยินระหว่างเข้าไปทำงานกับชุมชน สิ่งดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าแม้ชุมชนจะมีสิ่งที่ทำให้เขาภาคภูมิใจ แต่หน้าที่ของเธอคือการเข้าไปมีบทบาท ในการพัฒนาสิ่งเหล่านั้นให้มีคุณค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

แต่การทำงานกับชุมชนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ผศ.ดร.วิลาวัณย์ บอกว่าสิ่งที่ยากสุด ในการทำวิจัยกับชุมชนคือการสร้างความเข้าใจ มีครั้งหนึ่งที่เธอลงไปทำงานกับชุมชน ที่กำลังประกาศเป็นพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม ตาม พ.ร.บ ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 แต่การลงพื้นที่ทำงานครั้งนั้น ไม่ได้มีการสื่อสารกันอย่างสม่ำเสมอ ชาวบ้านเข้าใจว่าสิ่งที่รัฐกำลังจะประกาศ คือการทำลายชุมชนของพวกเขา ในระหว่างที่กระบวนการกำลังเข้าการประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติ ชาวบ้านมีการออกมาประท้วง จนต้องทำการยุติโครงการ

“การทำงานกับชุมชนเราห้ามปกปิดหรือโกหก สิ่งที่ต้องทำคือการพูดคุยให้เกิดความเข้าใจ ว่าชุมชนจะได้อะไรและเสียอะไร”

แม้บางครั้งการทำงานวิจัยอาจไม่ได้สำเร็จตามที่ผศ.ดร.วิลาวัณย์ตั้งใจ แต่เธอบอกว่าไม่เคยท้อในการทำงาน เพราะแต่ละพื้นที่ล้วนมีความท้าทาย เธอยังคงมีความสุขกับการทำงานวิจัยที่ได้เดินทาง มีปีหนึ่งเธอบอกว่า เธอต้องทำงานกับชุมชนที่เหนือสุดที่ จ.แม่ฮ่องสอน กับใต้สุดที่ จ.นราธิวาส ในเวลาเดียวกัน เป็นความสุขของนักวิจัยเช่นเธอ ที่ได้ทำงานในพื้นที่ที่มีความหลากหลาย


4 คำแนะนำ จากนักวิจัยข้ามศาสตร์ที่ทำงานร่วมกับชุมชน


จากประสบการณ์ทำงานวิจัยมาร่วมกว่า 30 ปีของผศ.ดร.วิลาวัณย์ เธอได้ให้คำแนะนำสำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ โดยเฉพาะในสายวิทยาศาสตร์ประยุกต์ ที่ต้องทำงานร่วมกับชุมชนไว้ดังนี้

1.นำข้อมูลจากโลกวิทยาศาสตร์มาใช้กับคน 
2.เข้าใจวัฒนธรรมชุมชน อย่าลงพื้นที่ในวันสำคัญ
3. ออกจากโลกของอินเทอร์เน็ตที่แบนราบ
4. ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นงานวิจัยจากปัญหา แต่ให้ลองเริ่มต้นด้วยคำถาม 

 ในฐานะอาจารย์คณะวิทยาศาสตร์เธอกล่าวว่า การทำงานวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องที่อธิบายยาก ชาวบ้านไม่มีทางเข้าใจ ดังนั้นการสื่อสารจึงเป็นอีกหนึ่งทักษะสำคัญ ที่จะสร้างความเข้าใจให้กับผู้คน

เพราะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ มีหน้าที่ในการนำข้อมูลจากโลกวิทยาศาสตร์ มาใช้กับสิ่งแวดล้อม ชุมชน และที่สำคัญคือกับคน เพราะคนคือต้นเหตุหลักของทุกเรื่อง

ต่อมาคือการทำความเข้าใจบริบทของชุมชน  ผศ.ดร.วิลาวัณย์กล่าวว่าการทำงานกับชุมชนมาอย่างยาวนาน ทำให้เธอรู้ว่าวันไหนที่ไม่ควรเข้าไปทำกิจกรรม เช่น วันหวยออก วันแจกเบี้ยยังชีพ วันพระใหญ่ เธอเคยไปทำกิจกรรมกับชุมชนในวันดังกล่าวและพบว่า  

“มียายมาร่วมกิจกรรมอยู่ 4-5 คน นายกเทศบาลบอกว่า ‘ก็ผมบอกแล้วว่าวันนี้วันหวยออก’ นักวิจัยต้องเข้าใจชุมชน ว่าแต่ละเมืองมีลักษณะที่แตกต่างกัน” 

ข้อที่ 3 ผศ.ดร.วิลาวัณย์แชร์ประสบการณ์จากการสอนหนังสือวิชาสิ่งแวดล้อมเมือง ว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องพานักศึกษาไปใช้ชีวิตอยู่ในเมืองจริงๆ เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้อยู่ในป่าหรือในอินเทอร์เน็ต แต่อยู่ในเมืองที่เป็นสถานที่รวมของทุกอย่าง โดยการเข้าไปในเมืองนั้นจะต้องออกเดินสำรวจ เพื่อที่จะช่วยให้เราได้ซึมซับสภาพแวดล้อม ได้พบกับคำถามและได้คำตอบจากคนในเมืองนั้นๆ เธอกล่าวว่า 

“โลกอินเทอร์เน็ตนั้นแบนราบ เหมือนการที่เราดูรูปอาหารจากอินเทอร์เน็ต แต่ไม่เคยได้สัมผัสถึงรสชาติ”

และข้อสุดท้ายเธอมักเห็นว่านักศึกษาหลายคน มักตั้งต้นการทำงานวิจัยจากปัญหา ซึ่งในบางเมืองเขาก็ไม่ได้มีปัญหา เมืองที่ดีอยู่แล้วก็สามารถทำการวิจัยด้วยการตั้งคำถามว่า ทำไมเขาถึงกลายเป็นเมืองที่ดี? เพื่อที่จะทำให้เขาไปเป็นตัวอย่างให้กับเมืองอื่นๆ รวมทั้งการทำงานวิจัยไม่ควรมีอคติในใจไปก่อน สิ่งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ หรือไม่เห็นจะมีอะไรน่าสนใจ แท้จริงแล้วอาจจะมีอะไรที่เราสามารถสร้างโจทย์วิจัยได้


สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง เสน่ห์และความท้าทายของเมืองเก่า


ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน ผศ.ดร.วิลาวัณย์เคยทำงานวิจัยร่วมกับชุมชนอัมพวา ใน จ.สมุทรสงคราม ในวันที่ยังไม่มีตลาดน้ำ อัมพวายังไม่เป็นที่รู้จักของผู้คน ชาวบ้านในวันนั้นไม่ได้มีความหวังที่จะอนุรักษ์ความเป็นชุมชน เพราะชาวบ้านบอกกับผศ.ดร.วิลาวัณย์ว่า

“ไม่มีจะกินอยู่แล้ว จะให้เก็บอนุรักษ์ไว้เพื่ออะไร”

โดยสาเหตุความเสื่อมโทรมของชุมชน ผศ.ดร.วิลาวัณย์เล่าย้อนไปถึงเหตุการณ์ ในช่วงหลังปี พ.ศ. 2520 ที่ประเทศไทยต้องการนำทรัพยากรที่มีมาใช้ในการพัฒนาประเทศ เพื่อหวังเป็นผู้นำในภูมิภาค มีโครงการสร้างเขื่อนเกิดขึ้นมากมาย ทั้งในแม่น้ำแม่กลองและแม่น้ำเจ้าพระยา 

ผลกระทบจากการสร้างเขื่อนในตอนบนของแม่น้ำ กระทบพื้นที่ติดทะเลอย่าง จ.สมุทรสงคราม เมื่อเขื่อนกักเก็บน้ำจืดไม่มีการปล่อยลงมา ทำให้น้ำทะเลหนุนสูง เรือกสวนไร่นาของชาวบ้านจึงตายหมด จากจังหวัดที่เคยรวยที่สุด 1 ใน 10 ของประเทศ กลายเป็นจังหวัดที่ผู้คนย้ายออกจากพื้นที่เพราะไม่มีงานทำ

“ตอนที่เราลงพื้นที่อัมพวาเป็นภาพที่น่าเศร้า ทุกอย่างเหมือนถูกแช่แข็งไว้ บ้านเรือนถูกทิ้งร้าง เราในวันนั้นบอกกับอาจารย์ของเราว่า จะหาคำตอบว่าอัมพวาเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร”

คำตอบที่ ผศ.ดร.วิลาวัณย์ค้นพบ คือความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งแวดล้อมกับการพัฒนา การพัฒนาที่ไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมคือการทำลายพื้นที่ เช่นการสร้างเขื่อน โดยโจทย์การทำงานของเธอในวันนั้นคือการดึงคนให้กลับมาในพื้นที่ ซึ่งเป็นโอกาสที่ทางรัฐบาลเดนมาร์ก สนับสนุนทุน 50% ในการช่วยซ่อมแซมบ้านให้กับคนในชุมชน โดยมีข้อแม้ว่าห้ามเปลี่ยนแปลงรูปแบบภายนอกบ้าน 

จากนั้นเธอจึงเริ่มเปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านได้เห็นคุณค่าของชุมชนตัวเอง แม้ตัวเธอจะเป็นนักวิจัย แต่ก็ได้นำศาสตร์ของศิลปะมาช่วยในการทำงาน ด้วยการเชิญศิลปินมาวาดรูปในชุมชน เพื่อจัดแสดงงาน ‘เรื่องราวที่งดงามของอัมพวา’ พอชาวบ้านมาเห็นว่ารูปวาดเหล่านี้มีคนซื้อ สามารถสร้างรายได้ให้แก่พวกเขาได้ คนอัมพวาก็เริ่มกลับมาเห็นคุณค่าของชุมชนตัวเอง

“การวิจัยบางครั้งเราแก้ไขปัญหาคนเดียวไม่ได้ จึงจำเป็นต้องใช้ศาสตร์อื่นๆ เช่น ศิลปะและเครื่องมืออื่นๆ นักวิจัยที่ต้องทำงานกับคนจำเป็นต้องบูรณาการศาสตร์อื่นๆ เข้ามาช่วย” 

ผศ.ดร.วิลาวัณย์เน้นย้ำอยู่เสมอว่าสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับนักวิจัยคือ ต้องเอาตัวเองเข้าไปสัมผัสกับพื้นที่ การทำงานกับคนต้องมองให้หลากหลาย อย่าเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง นอกจากนี้นักวิจัยต้องสร้างพันธมิตรและไม่หวงงาน คือเมื่อทำงานวิจัยเสร็จสิ้น ก็ควรที่จะส่งต่อองค์ความรู้ให้สถานศึกษาในพื้นที่ได้ดูแลต่อ และสิ่งสุดท้ายคืออย่ามีอคติก่อนการทำงาน

“เราเคยทำงานกับเมืองเก่าภูเก็ตและโคราช เขาเป็นเมืองใหญ่ เราจึงคิดไปเองว่าต้องทำงานยาก ชุมชนคงไม่ต้องการเรา แต่ปรากฏว่าวันที่เราไปจัดงานที่ จ.ภูเก็ต สิ่งที่เราได้รับมามีดอกไม้ 1 ช่อ พร้อมคำพูดว่า ‘น่าจะมาทำตั้งนานแล้ว ทำไมทำให้พวกเรารู้ตัวช้าจัง’  หรืออย่างที่โคราช ชาวบ้านก็เอายาหอม ยาหม่อง ที่เขาผลิตเองมามอบให้ พร้อมบอกว่า ‘ทำไมไม่รีบมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้’ นี่คือสิ่งที่เราไม่ได้คาดหวัง เราร้องไห้เลย เขาก็ร้องไห้ไปกับเราและบอกว่ามันดีมากที่มาจุดประกาย เพราะบางทีเขาก็จนอยู่อย่างนั้นแม้ว่าเขาจะอยู่ในเมือง แต่เป็นกลุ่มคนที่ถูกล้อมรอบไปด้วยการพัฒนาแต่ทำอะไรไม่ได้เลย”

ผศ. ดร.วิลาวัณย์ในวันนี้ยังคงทำงานวิจัยร่วมกับเมืองและผู้คน แม้จะเปลี่ยนบทบาทและสถานที่ แต่ความเป็นนักวิจัยที่เข้าใจมนุษย์ยังคงมีอยู่ในตัวเธอ สำหรับเธอแล้ว การทำงานวิจัยทำให้เธอเห็นความหลากหลายของพื้นที่ ผู้คน และในความแตกต่างก็มีสิ่งน่าสนใจซ่อนอยู่ 

การทำงานกับชุมชนยังสอนให้เธอมองอย่างรอบด้าน และบูรณาการศาสตร์ต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างไร้ข้อจำกัด จากห้องแล็บสู่ชุมชน จากสิ่งแวดล้อมสู่การพัฒนาเมืองที่ยั่งยืน คงเป็นคำนิยามการเดินทางทำงานข้ามศาสตร์ของ ผศ.ดร.วิลาวัณย์ ภมรสุวรรณ ได้อย่างชัดเจน

● อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง 
 TU SDG Seminars | งานวิจัยจะศึกษาและหนุนเสริมการผลิต บริโภค และท่องเที่ยวระดับพื้นที่ให้ยั่งยืนได้อย่างไร ชวนหาคำตอบจากบทสรุปสัมมนาการวิจัยด้านการผลิตและบริโภคที่ยั่งยืนระดับพื้นที่

“Champion Researcher” เป็นคอลัมน์สัมภาษณ์ที่ชวนนักวิจัยบอกเล่าประสบการณ์ สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงานวิจัยข้ามศาสตร์ข้ามความรู้ และข้อแนะนำสำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ที่สนใจหรืออยากทำงานวิจัยในลักษณะทำนองเดียวกัน

ณฐาภพ สังเกตุ – เรียบเรียง
อติรุจ ดือเระ – พิสูจน์อักษร
พิมพ์นารา อินต๊ะประเสริฐ – บรรณาธิการ
วิจย์ณี เสนเเดง – ภาพประกอบ

  • TU SDG Research Team

    โครงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านวิจัยแบบบูรณาการระดับแนวหน้าของโลก เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

Related

Scroll to Top