Champion Researcher | ‘ความร่วมมือไม่ใช่แค่พูดคุย แต่คือการกระจายข้อมูล’ คุยกับ รศ. ดร.จุฑาทิพย์ จงวนิชย์

“จากอุตสาหกรรม S-Curve เปลี่ยนเป็น BCG  จาก 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย เปลี่ยนเป็น 12 อุตสาหกรรม  แรงจูงใจนักลงทุนต่างชาติ ของ BOI ที่เปลี่ยนแปลงใหม่…”

ความยืดหยุ่นเพื่อให้เท่าทัน คือภาพฝันของการพัฒนาเศรษฐกิจ ในวันที่เราต้องการขับเคลื่อนไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ผ่านความร่วมมือของผู้คน องค์กร และนานาชาติ แต่หากเปลี่ยนแปลงอย่างไร้ทิศทาง นั่นไม่ต่างกับการปิดประตูบ้านตัวเอง ตามประสบการณ์นับสิบปีในฐานะนักวิจัยด้านเศรษฐกิจ

ด้วยเหตุว่า การพัฒนาศักยภาพของประเทศในระยะยาว แปรผันตามความมั่นคงทางนโยบายของรัฐ

ตามความเห็นของ รองศาสตราจารย์ ดร.จุฑาทิพย์ จงวนิชย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เจ้าของรางวัลผลงานวิจัย ระดับดี จากเรื่อง ‘การกระจายตัวของการส่งออก โครงสร้างการกระจายตัว และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของภาคอุตสาหกรรมไทย’ 

“เราโตคนเดียวไม่ได้” ถ้อยคำนี้ปรากฏเป็นระยะจนน่าแปลกใจ เพราะเรื่องราวการทำงานวิจัยของ รศ. ดร.จุฑาทิพย์ ที่ถ่ายทอดไปพร้อมกับการให้ความเห็นถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทย ล้วนมีจุดร่วมที่น่าสนใจ คือ ความปรารถนาที่จะก้าวไปข้างหน้า อย่างไร้ซึ่งขีดจำกัดของศาสตร์ความรู้ 

บทสนทนาตลอดชั่วโมงที่เล่าผ่านบทความชิ้นนี้ จะพาทุกคนร่วมเรียนรู้ผ่านประสบการณ์การทำงานวิจัยข้ามศาสตร์ข้ามความรู้ ที่มีคำอธิบายถึงการเติบโตไปด้วยทั้งทางเศรษฐกิจ และนักวิจัยคนหนึ่ง 

ทั้งหาคำตอบว่า คำกล่าวอ้างถึง ‘ศักยภาพการแข่งขันของไทยที่ถดถอยลง’ นั้นคือเรื่องจริงแท้ หรือเป็นเพียงอุปทานหมู่กันแน่?


สถานการณ์ทางเศรษฐกิจไทย

รศ. ดร.จุฑาทิพย์ เริ่มต้นด้วยการเล่าถึงภาพรวมของการค้าของประเทศไทย นับตั้งแต่ช่วงโรคระบาดที่ผ่านมา ศักยภาพการส่งออกอยู่ในระดับสูงในบางประเภทสินค้า โดยเป็นผลพลอยได้มาจากปัจจัยภายนอก

อย่างไรก็ตามความน่ากังวลที่แท้จริงของบ้านเราได้ปรากฏขึ้น นั่นคือเมื่อเทียบตัวเลขการส่งออกของไทยกับประเทศอื่นในภูมิภาคเดียวกันแล้ว พบว่าส่วนแบ่งของไทยลดลงอย่างชัดเจน “ในขณะที่การส่งออกของทุกประเทศชะลอตัว ของไทยชะลอมากกว่า”

เช่นเดียวกับการลงทุนจากต่างชาติ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อประเทศกำลังพัฒนา เพื่อประโยชน์ด้านองค์ความรู้ทางเทคโนโลยี รศ.ดร.จุฑาทิพย์ ชี้ว่า ดูคล้ายไทยจะไปได้สวย ในช่วงการประกาศ Thailand 4.0 และ การพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในช่วงปี ค.ศ. 2017 แต่ก็เป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ หลังจากนั้นการลงทุนโดยตรงมีแนวโน้มชะลอตัวและน้อยกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค

ขณะที่เศรษฐกิจภายในประเทศ บรรดาผู้ประกอบการต่างต้องดิ้นรนภายใต้ความไม่มั่นคงทางการเมือง “ต้องยอมรับว่าทำให้ความเชื่อมั่นนักลงทุนถดถ้อย” ทั้งยังมีประเด็นที่ต้องเร่งพัฒนา นั่นคือ ทุนมนุษย์ (Human Capital) ซึ่งกลายเป็นจุดตั้งต้น และต่อยอดมาเป็นงานวิจัยที่น่าสนใจของ รศ.ดร.จุฑาทิพย์ 


ประสบการณ์วิจัยข้ามศาสตร์ข้ามความรู้

เมื่อการพูดคุยลื่นไหลไปถึงประสบการณ์งานวิจัยแล้ว น้ำเสียงและสายตาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น ของ รศ. ดร.จุฑาทิพย์ เป็นสิ่งแรกที่สัมผัสได้ และช่วยยืนยันว่าเรากำลังจะได้เรียนรู้ประสบการณ์ของนักวิจัยมือฉมังเข้าแล้ว

ย้อนไปช่วงเวลาที่ทั่วโลกประสบปัญหาวิกฤตทางการเงิน ช่วงปี พ.ศ. 2551 โดยประมาณ ส่งผลให้หลายประเทศประสบกับปัญหาเงินทุนเคลื่อนย้าย จึงเป็นโอกาสให้ รศ. ดร.จุฑาทิพย์ ซึ่งทำงานอยู่กับธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) ทำให้ในเวลานั้นเริ่มสนใจศึกษา เพื่อหามาตรการที่ใช้ควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ (capital control) 

“เราต้องเข้าไปอ่านกฎหมายของอาเซียน ว่ามีระเบียบเงินทุนไหลเข้า-ออก อะไรบ้าง ทำความเข้าใจทุกขั้นตอน แล้วถึงจะแปลงข้อกฎหมายพวกนั้นเป็นข้อมูลกลับมาใช้ ตอนนั้นอ่านกฎหมายไปพร้อมกับคุยกับผู้เชี่ยวชาญเยอะมาก ทั้งเหนื่อยทั้งสนุก”

“รู้เลยว่าเวลาบอกว่าจะร่วมมือทำงานกับใคร ไม่ใช่แค่เรื่องของการพูดคุยเลย แต่เป็นส่วนหนึ่งของการกระจายข้อมูล” บทเรียนเช่นนี้เอง ยิ่งทำให้ รศ. ดร.จุฑาทิพย์ ตื่นเต้นกับงานวิจัยชิ้นถัดมาเป็นพิเศษ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการเปลี่ยนแปลงไปใช้ระบบดิจิทัลของตลาดแรงงาน เพื่อตามหาคำตอบว่า สถานการณ์เช่นนี้จะส่งผลทำให้แรงงานไทยไหลออกจากระบบหรือไม่ 

“ครั้งนั้นได้ทำงานกับชาวญี่ปุ่น ที่มีข้อมูลด้านวิทยาการหุ่นยนต์ ซึ่งเขาเชี่ยวชาญข้อมูลชุดนี้มาก”

นั่นยิ่งทำให้เห็นข้อดีของการทำงานวิจัยข้ามศาสตร์ ตอกย้ำด้วยวิจัยชิ้นล่าสุดที่ รศ.ดร.จุฑาทิพย์ ประทับใจไม่แพ้กัน ซึ่งเกี่ยวข้องกับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน จนอดไม่ได้ที่จะตั้งข้อสังเกตถึงอุปสรรคและโอกาส รวมถึงวิธีการรับมือของประเทศในฐานะชาติพันธมิตร

“กลายเป็นว่ากลับได้เห็นจุดแข็ง-จุดอ่อนของบ้านเราเอง เรื่อง semiconductor หรือชิป  ที่ประเทศเรามีความสามารถในการผลิตสินค้าบางประเภทได้ดี เช่น อุปกรณ์กึ่งตัวนำ และ ชิปที่เกี่ยวกับ sensor  ถึงแม้ว่าการผลิตทั้งหมดยังเป็นการประกอบ หรือการทำบรรจุภัณฑ์ (back-end activities)พอประเทศยักษ์ใหญ่เขาไม่ยอมแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีระหว่างกัน ผลพลอยได้และการพัฒนาบางส่วนก็อาจมาตกที่ไทยถ้าเราวางแผนดี” รศ.ดร.จุฑาทิพย์ เล่า


เรียนรู้คนอื่นถึงได้เข้าใจตนเอง

มากไปกว่าผลลัพธ์ของงานวิจัยหลายชิ้น ที่ล้วนแลกมาด้วยแรงกาย และแรงใจของคนทำงานแล้ว รศ. ดร.จุฑาทิพย์ ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นของการร่วมมือในมิติต่าง ๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน โดยเฉพาะในประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างไทย โดยเฉพาะขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี

“หลายประเทศก็ยอมรับว่าธุรกิจ e-commerce ของเราเติบโตมากในภูมิภาคนี้ ถ้าเราสามารถเรียนรู้จากต่างชาติผ่านการร่วมลงทุน เพื่อเพิ่มศักยภาพของแรงงาน เราก็จะมีโอกาสแตะองค์ความรู้ของเขาได้” รศ. ดร.จุฑาทิพย์ ยกตัวอย่างประกอบ

“ถ้าเราทำงานคนเดียวโดยไม่เคยเห็นใคร เราก็คิดว่าเราเก่ง เพราะไม่มีทางรู้เลยว่าขอบเขตของเรื่องนั้นคืออะไร และจะสามารถเดินหน้าไปตรงไหนได้อีกบ้าง”

รศ. ดร.จุฑาทิพย์ ยกตัวอย่างครั้งทำงานวิจัยเกี่ยวกับตลาดแรงงาน ซึ่งเปิดโอกาสให้ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกับประเทศญี่ปุ่น ที่มีความเชี่ยวชาญต่างไปจากบ้านเรา โดยเฉพาะเรื่องวิทยาการหุ่นยนต์ (Robotics) 

“ตอนนั้นเราเข้าถึงข้อมูลวิทยาการหุ่นยนต์ ที่ไม่เคยสนใจมาก่อน ทำให้เราทำงานได้เกินกว่าขอบเขตที่เรามองเห็น ต่างฝ่ายต่างก็ได้เรียนรู้ และพัฒนาขีดความสามารถของกันและกัน”

งานวิจัยเหล่านี้ล้วนสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน  (SDG 17 Partnerships) ซึ่งระบุถึงความพยายามยกระดับหุ้นส่วนความร่วมมือระดับโลก ที่ต้องอาศัยความร่วมมือหลายภาคส่วน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมผ่านการระดมทุนที่เป็นตัวเงิน เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนความรู้และแนวปฏิบัติที่ดี ภายใต้หัวใจสำคัญที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง  


ความชัดเจนทางนโยบายรัฐเป็นสิ่งสำคัญ

ด้วยบทบาทของนักวิจัยและอาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ รศ. ดร.จุฑาทิพย์ ชี้ให้เห็นถึงกับดักสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจไทย ที่หนีไม่พ้นความไม่เสถียรของนโยบายรัฐ “เพื่อให้สามารถเดินหน้านโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ นโยบายควรมีความชัดเจนและไม่ควรเปลี่ยนแปลงอะไรบ่อย ๆ เพราะจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนทั้งในและต่างชาติ”

“อย่างตอนแรกเราประกาศว่าจะทำ S-Curve แต่ไม่นานเกิดโควิด-19 เลยปรับว่าจะมุ่งสู่ BCG หรือตอนแรกที่อุตสาหกรรมเป้าหมาย S-Curve เริ่มต้นมี 10 อุตสาหกรรม ตอนนี้เพิ่มเป็น 12 อุตสาหกรรม ซึ่งรวมถึงการป้องกันประเทศ (Defense) ยังไม่ได้พูดถึงการให้แรงจูงใจนักลงทุนต่างชาติของ BOI ที่พอผ่านไป 2-3 ปี ก็มีประกาศใหม่ออกมา”  

สำหรับ  S-Curve นับเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอไว้ ตั้งแต่ปลายปี 2560 ก่อนที่เวลาต่อมาโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วยการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ไปยกระดับความสามารถในการแข่งขัน ที่เรียกว่า ‘BCG Economy’

รศ. ดร.จุฑาทิพย์ ยังเล่าถึงโอกาสที่หลุดลอยไปราว 20 ปีก่อน ที่บริษัทที่มุ่งเน้นเทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก อย่างซีเมนต์ (Siemens AG) อินเทล (Intel Crop) และ แมคครอนิกส์ (Macronix International)  เคยมีความตั้งใจลงทุนสร้างโรงงานผลิตแผ่นเวเฟอร์ (Wafer fabrication) สำหรับใช้ในการผลิตในบ้านเรา แต่แล้วก็ถูกพับแผนไป อาจด้วยเหตุผลความไม่แน่นอนทางด้านนโยบายในประเทศ ทำให้ประโยชน์ตกกับชาติเพื่อนบ้านของเรา คือมาเลเซีย

นอกจากความชัดเจนทางนโยบายที่จะช่วยดึงดูดนักลงทุนแล้ว สิ่งที่ควรทำควบคู่กันไป คือการลงทุนพัฒนาทุนทางมนุษย์ วิธีการหนึ่งคือการให้ทุนวิจัย ตามความเห็นของ รศ. ดร.จุฑาทิพย์

“ที่ผ่านมาคุณต้องมีผลิตภัณฑ์แล้ว ถึงจะมีโอกาสได้เงินทุนสนับสนุน ถ้าหากยังเป็นขั้นตอนศึกษา โอกาสจะได้รับเงินลงทุนถือว่าน้อยมากเลย รัฐต้องเข้าไปดูแลส่วนนี้ ไม่อย่างนั้นผู้ประกอบการจะเอาเงินตรงไหนเข้าไปพัฒนา”


เป็นธรรมดาไม่ใช่หรือ ที่ผู้ลงทุนย่อมคาดหวังผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม?

รศ. ดร.จุฑาทิพย์ ยอมรับถึงความกังวลที่เกิดขึ้น นั่นจึงเป็นเหตุผลให้นานาประเทศแบ่งทุนเพื่อการวิจัย ออกเป็น 2 ส่วนอย่างชัดเจน

“อย่างสหรัฐฯ ถ้าเขาตั้งงบขึ้นมาผลิตชิป  (semiconductor) หรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี เขากัน 25% โดยประมาณไว้สำหรับการวิจัยและพัฒนา ซึ่งเป็นส่วนที่สามารถยอมรับความล้มเหลวได้ แต่ขณะเดียวกันต้องตอบคำถามให้ได้ว่าเป็นเพราะอะไรถึงไม่สำเร็จ และจะแก้ไขอย่างไร จากนั้นก็เริ่มต้นทำเฟสวิจัยต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อคาดหวังผลในระยะยาว”

มาถึงตอนนี้คงไม่มีใครปฏิเสธข้อแนะนำของการทำงานร่วมกับองค์กรอื่น ๆ ว่าจะสามารถเพิ่มศักยภาพการแข่งขันได้ แต่ทั้งหมดจะเกิดขึ้นต่อเมื่อมีความเชี่ยวชาญของตนเองเป็นพื้นฐาน 

“นักวิจัยยังไงก็ควรต้องมีความรู้ความชำนาญของตนเองเป็นพื้นฐาน ที่จะใช้สร้างความร่วมมือกับองค์กรอื่นๆ หากพวกเขามาร่วมมือกับเราแล้ว ต่างฝ่ายต่างจะต่อยอดให้กันและกันได้อย่างไร”

“คุณมองว่าต่างชาติเข้ามาก็เพื่อเอาประโยชน์ ตัวเราไม่ได้อะไรเลย คำถามคือที่เราไม่ได้เพราะเขาไม่ให้เลย หรือพื้นฐานของเราดีไม่พอที่จะเปิดรับผลประโยชน์ สำคัญว่านั้นเราต้องเปิดใจที่จะเรียนรู้”

ดูเหมือนการต่อรองและร่วมมือกันจะไม่ได้เกิดขึ้นเพียงโลกธุรกิจเสียแล้ว แต่ในแวดวงการวิจัยและพัฒนา ประเด็นนี้มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพียงแต่ต่างกันที่ต้นทุนซึ่งใช้ในการสร้างความร่วมมือนั้น อาจไม่ใช่เม็ดเงินมูลค่ามหาศาล แต่เป็นความเชี่ยวชาญ และศักยภาพของมนุษย์

“การมีความรู้และความสนใจข้ามศาสตร์ในโลกทุกวันนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องรอบรู้ไปเสียหมด สำหรับผู้ทำวิจัยจะว่ากำลังถูกตั้งโจทย์ใหม่ก็ได้ คือ เราต้องสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะตัวเป็นพื้นฐาน เพื่อเพิ่มโอกาสต่อยอด และสร้างความร่วมมือที่ดีกว่าในอนาคต”

“Champion Researcher” เป็นคอลัมน์สัมภาษณ์ที่ชวนนักวิจัยบอกเล่าประสบการณ์ สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงานวิจัยข้ามศาสตร์ข้ามความรู้ และข้อแนะนำสำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ที่สนใจหรืออยากทำงานวิจัยในลักษณะทำนองเดียวกัน

● อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
TU SDG Seminars | มองภาคอุตสาหกรรมไทย ในวันที่ต้องพึ่งพา ‘เศรษฐกิจโลก’ เพิ่มขึ้น – ชวนหาคำตอบจากบทสรุปสัมมนาการวิจัยด้านหุ้นส่วนการพัฒนาและกลไกการขับเคลื่อน

แพรวพรรณ ศิริเลิศ – พิสูจน์อักษร
พิมพ์นารา อินต๊ะประเสริฐ – บรรณาธิการ
วิจย์ณี เสนเเดง – ภาพประกอบ

  • TU SDG Research Team

    โครงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านวิจัยแบบบูรณาการระดับแนวหน้าของโลก เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

Related

Scroll to Top